ภาคใต้
ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี : ร่างพ.ร.บ.ศอ.บต.เกาไม่ถูกที่คัน
"ร่างพระราชบัญญัติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้" หรือร่างพ.ร.บ.ศอ.บต.นับเป็นความพยายามขายฝันเก่าๆ ของพรรคประชาธิปัตย์
"ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี"นักวิชาการจากคณะรัฐศาตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังเชิงองค์ความรู้สถานการณ์ภาคใต้ มองการแก้ปัญหา 5 จังหวัดชายแดนใต้ว่า จนถึงบัดนนี้การใช้งบประมาณแก้ปัญหาไฟใต้ ยังไม่ตรงความจริง จึงไม่สามารถตอบสนองการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
ผศ.ดร. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี กล่าวถึงที่มาของร่างพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีว่า นอกจากองค์กรแก้ไขปัญหาภาคใต้ในภาคพลเรือน ไม่ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้" หรือสบ.ชต. แล้ว เดิมทีมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ เข้าสู่สภา 4 ฉบับ
หนึ่ง ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับที่เสนอโดยนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลปัญหาภาคใต้
สอง ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับที่เสนอโดยนายนิพนธ์ บุญญามณี รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีการขึ้นมาพิจารณา
สาม ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับที่เสนอโดยนายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ
สี่ ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญราชการจังหวัดชายแดนใต้ ที่เสนอโดยนายนัจมุดดีน อูมา จากพรรคมาตุภูมิ
ร่างพระราชบัญญัติทั้ง 4 ฉบับ มีจุดเริ่มต้นจากความพยายามแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งด้านการเมืองและการปกครอง ที่นำไปสู่ปัญหาความอยุติธรรม ปัญหาความขัดแย้งในประเด็นชาติพันธุ์ ศาสนา ประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์
"การแก้ปัญหาพื้นที่ภาคใต้ ต้องเริ่มตั้งแต่โครงสร้าง โครงสร้างที่สำคัญคือการเมืองการปกครอง ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาการเมืองการปกครองได้ จะสามารถแก้ทะลุไปถึงการแก้ปัญหาอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ ที่ผ่านมาเราเน้นด้านการทหาร การใช้กำลัง การใช้กฎหมายพิเศษ และให้อำนาจกับฝ่ายความมั่นคง ในการควบคุมสถานการณ์ความรุนแรง ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน"นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีกล่าว
ผศ.ดร.ศรีสมภพเปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังใช้พระราชบัญญัติการรักษาความความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ที่ผ่านสภาในสมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเรืองอำนาจ ทั้งที่การแก้ปัญหาควรให้อำนาจประชาชน แทนที่จะใช้การทหาร ซึ่งจะทำให้สถานการณ์แย่ลง ท้ายที่สุดควรนำนโยบายการเมืองนำการทหารมาเป็นหัวใจสำคัญ บรรจุเข้าไปในร่างพระราชบัญญัติศูนย์อำนวยการบริหารจังหวั ดชายแดนภาคใต้ด้วย โดยจัดโครงสร้างที่เอื้อต่อการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี และกระจายอำนาจไปให้ประชาชนส่วนย่อยๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
ผศ.ดร.ศรีสมภพ มองว่า ภายใต้โครงสร้างของพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในปัจจุบัน ได้ให้อำนาจกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของฝ่ายทหาร จนทำให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีอิสระในการบริหารจัดการ
ทว่า โครงสร้างใหม่ภายใต้ร่างพระราชบัญญัติกองอำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้
กองอำนวยการแห่งนี้จะขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ทำให้การบริหารงานดีกว่าเดิม ขณะที่โครงสร้างสภาศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ระบุไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะมาจากหลายสาขาอาชีพ น่าจะส่งผลให้มีแนวโน้มคลี่คลายปัญหาไปในทางที่ดีขึ้น
"จากเดิมที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีอำนาจตั้งงบประมาณด้วยตัวเอง เพราะอยู่ภายใต้หน่วยงานหลัก คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แต่ร่างพระราชบัญญัติศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับให้ศูนย์อำนวยการแห่งนี้ มีอำนาจในการจัดการปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีงบประมาณเป็นของตัวเอง ในส่วนของยุทธศาสตร์ความมั่นคง ให้ขึ้นกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในทางเศรษฐกิจก็จะมีเขตพัฒนาเศรษฐกิจเฉพาะกิจ ที่มีคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็นผู้กำหนดนโยบาย นี่คือภาพใหญ่ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ร่างพระราชบัญญัติศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ฉบับนี้"
ผศ.ดร.ศรีสมภพมองว่า ถึงร่างพระราชบัญญัติศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะทำให้หน่วยงานแห่งนี้มีอิสระมากขึ้น ทั้งในเรื่องนโยบายและงบประมาณ แต่ยังคงมีปัญหาเรื่องอำนาจหน้าที่ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะที่รัฐบาลเสนอพื้นที่ครอบคลุม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ จังหวัดสตูล จังหวัดสงขลา จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส
ขณะที่พื้นที่ที่มีปัญหอยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และอีก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา จึงมีข้อโต้แย้งว่า การกำหนดนโยบายในการแก้ปัญหา จะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
"สงครามมันเกิดขึ้นใน 3 จังหวัดไม่ใช่ 5 จังหวัด ทำไมไม่กำหนดให้หน่วยงานนี้มีขอบเขตอำนาจหน้าที่ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัด ทรัพยากรที่ส่งลงมา จะได้ไม่กระจัดกระจายออกนอกพื้นที่ความไม่สงบ"
ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา รัฐต้องสูญเสียงบประมาณกว่า 1 แสนล้าน ในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ซึ่งรวมพื้นที่จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูลเข้ามาด้วย ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเอาเข้าจริงงบประมาณที่ลงมาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไม่ถึงหลักแสนล้านบาท เพราะถูกกระจายไปให้กับ 2 จังหวัดนี้ด้วย แถมงบประมาณที่ลงมา ก็ไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน
"สรุปแล้วงบประมาณที่ลงมาในพื้นที่ 3 จังหวัดประมาณ 6 หรือ 7 หมื่นล้าน ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ที่นำมาใช้ทำงานจริงๆ ไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่างบประมาณที่ลงมาจริงๆ ไม่นับงบประมาณด้านการทหาร อาจจะไม่ถึงห้าหมื่นล้านบาท เพราะแต่ละหน่วยงานมีปัญหาเรื่องไม่สามารถนำมางบประมาณออกมาใช้ได้ เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ก็มีปัญหาการก่อสร้างอาคารต่างๆ ไม่เสร็จ ไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ ผมจึงคิดว่างบประมาณลงมาถึงประชาชนจริงๆ ไม่ถึงครึ่ง อันนี้คือปัญหา" เป็นความเห็นของผศ.ดร.ศรีสมภพ
สำหรับข้อสังเกตเรื่องพื้นที่ความรับผิดชอบของศูนยือำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็น 5
จังหวัด หรือ 3 จังหวัดบวก 4 อำเภอ ทั้งสภาสันติสุข ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในฐานะสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ได้ส่งบันทึกถึงนายกรัฐมนตรีไปแล้ว
นับจากนี้เป็นต้นไป ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดแล้วล่า ร่างพระราชบัญญํติศูนย์อำนวยการบริหารตังหวัดชายแดนภาคใต้ จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร