โฟกัสสงขลา
'พลเมืองร่วมสร้าง' มูลนิธิชุมชนสงขลาฟื้นวิถีพัฒนาเมือง
สงขลาจังหวัดมีรากฐานทุนทางสังคมมากมาย ทั้งที่เป็นทุนภูมิปัญญาดั่งเดิมจากความพยายามในการสร้างบ้านสร้างเมืองของบรรพบุรุษ และภูมิปัญญาสมัยใหม่อันเนื่องมาจากความเจริญทางการศึกษา การค้า การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมในจังหวัดสงขลา ซึ่งหากสามารถเชื่อมประสานให้ทุนทั้งสองมาร่วมในกระบวนการพัฒนาจังหวัดสงขลา แบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริงได้แล้ว ก็น่าจะเกิดสิ่งมหัศจรรย์ของการพัฒนาขึ้น ที่จังหวัดสงขลาอันเป็นที่รักของเราชาวสงขลา
จากรากฐานที่เข้มแข็งดังกล่าว ส่งผลให้สังคมสงขลาเจริญเติบโตนำในด้านต่างๆ มากมาย เช่น เป็นผู้นำทางด้านธุรกิจการค้า การลงทุน ด้านการศึกษา ด้านศาสนา ด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น ด้านการท่องเที่ยว เมื่อมีถนน รถไฟ ทะเล เชื่อมระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย และมีสนามบินนานาชาติขึ้นที่หาดใหญ่ ก็เท่ากับเป็นการเชื่อมช่องทางในการไปมาหาสู่ระหว่างกันได้ง่ายขึ้น ทำการค้าขายกันได้ง่ายขึ้น ประกอบกับสงขลายังมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่ครบถ้วนสมบูรณ์แห่งหนึ่งในโลก เหตุปัจจัยเหล่านี้คือ ที่มาของความเจริญเติบโตของสงขลา
ขณะเดียวกัน ในแง่องค์กรทุนในจังหวัดสงขลา ที่อยู่ในฐานะผู้ให้ทุน และผู้ให้ความช่วยเหลือสังคม มีอยู่เป็นจำนวนมาก หากนับเฉพาะองค์กรที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ ทั้งที่จดทะเบียนในจังหวัดสงขลา และจดทะเบียนที่อื่น แต่มีปฏิบัติการในจังหวัดสงขลา จากการรวบรวมข้อมูลเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 พบว่ามีมากถึง 263 มูลนิธิ
"กล่าวเฉพาะการศึกษาเรามี 5 มหาวิทยาลัย คือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่, มหาวิทยาลัยทักษิณ, มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย, มหาวิทยาลัยหาดใหญ่" ชิต สง่ากุลพงศ์ ประธานมูลนิธิชุมชนกล่าว
นอกจากนั้น ยังรวมโรงเรียนมัธยมมีชื่อมากมาย อาทิ โรงเรียนมหาวชิราวุธ เป็นโรงเรียนหลวงแห่งแรกของสงขลา โรงเรียนวรนารีเฉลิม โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา
โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย 2 โรงเรียนมอ.วิทยานุสรณ์ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ โรงเรียนแสงทองวิทยา (เป็น "โรงเรียนฝรั่ง" ) โรงเรียนธิดานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิง โรงเรียนหาดใหญ่อำนวยวิทย์ เป็นต้น
ฟื้นประวัติศาสตร์ราษฎรสร้างเมือง
ชัยวุฒิ บุญวิวัฒนาการ กรรมการมูลนิธิชุมชนสงขลา กล่าวว่า หากมองความเป็นสงขลา หาดใหญ่เป็นเมืองที่มีปริมาณเงินฝากมากที่สุด รองจากกรุงเทพฯ เป็นดัชนีทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี โดยเมืองหาดใหญ่ มีความเจริญมาไม่นานราว 50 ปี ความเจริญมากับเส้นทางรถไฟสายใต้ ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างเมืองหาดใหญ่คือ ขุนนิพัทธ์จีนนคร และซีกิมหยง ซึ่งต่างมารับจ้างสร้างรางรถไฟ เพราะสมัยนั้นชาวบ้านแถบนี้มีนามีสวน ไม่ยอมมาทำงานนี้ จึงดึงแรงงานจีนมาทำ โดยมีแรงจูงใจว่า มาทำงานที่หาดใหญ่จะมีบ้านอยู่ มีรายได้
"นับว่าขุนนิพัทธ์เป็นนักจัดสรรรายแรกของหาดใหญ่ มีเพื่อนอย่างชีกิมหยง เป็นจุดเริ่มต้นของหาดใหญ่ ที่มีหลายอย่างตามมา ต่อมาคนจีนทุกแซ่จึงหลั่งไหลมาหาดใหญ่" ชัยวุฒิเล่า
หลายอย่างที่เกิดขึ้นจากการมาอยู่ของคนจีน หมายรวมถึงชมรม สมาคมชาวจีนจำนวนมาก ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ โรงพยาบาล มูลนิธิอนาถา การอยู่ร่วมกันไม่เกิดการผูกขาดว่า คนกลุ่มไหนจะเป็นผู้นำ และ จากการที่ขุนนิพัทธ์จีนนคร ดูแลหมดทุกเรื่องรวมไปถึงการทหาร ทำให้เกิดความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ระหว่างรัฐกับเอกชน ในการมาดูแลเมือง
"มองถึงประวัติศาสตร์ของเมืองสงขลาเองพื้นที่นี้มีความอุดมสมบูรณ์ ทุ่งระโนดปลูกข้าวพอเลี้ยงกองกำลังทหารจำนวนมาก เดิมเป็นเมืองศูนย์กลางการค้า เกิดการเปลี่ยนแปลงสมัยพระเจ้าตากสิน ที่ยกทัพมาตีเมืองสงขลา เพราะสงขลาไม่ยอมส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองไปสวามิภักดิ์ ทำให้สงขลาแตก" ชัยวุฒิเล่า
ประวัติศาสตร์ความเป็นหัวเมือง ที่ถูกพัฒนายังดำเนินต่อมา ระหว่างเมืองสงขลากับหาดใหญ่ เคยมีรางรถไฟเชื่อมต่อ แต่ได้หายไปอย่างน่าเสียดาย ทำอย่างไรจะเชื่อมโยงระบบรางกลับมาอีกครั้ง และเห็นว่าเมืองหาดใหญ่ เป็นเมืองท่องเที่ยว มีศักยภาพทางการเงิน พอที่จะทำเรื่องนี้ได้
หลังยุคปลูกข้าวซึ่งเลี้ยงคนได้ทั้งหมด ชาวสงขลาหันมาปลูกยางพารา หลังจากนั้นเป็นยุคของเหมืองแร่ดีบุก อุตสาหกรรมอาหารทะเล และยุคการท่องเที่ยว
โอกาสอย่างหนึ่งของเมืองหาดใหญ่มาจากคนจำนวนมาก ที่มีความหลากหลาย เข้ามาอยู่ อันนี้นับเป็นทุนสำคัญ
ภูเบศ แซ่ฉิน ตัวแทนชมรมคอมพิวเตอร์ นักธุรกิจมองว่าเมืองหาดใหญ่ มีความหลากหลาย กล่าวเฉพาะคนจีนอพยพ ธรรมชาติของคนที่มาจากต่างบ้านต่างเมืองอย่างหนึ่งคือ การเกาะกลุ่มกันอยู่ โดยคนที่มาทำการค้า ได้มีการตั้งวงแชร์ เพื่อช่วยเหลือกันทางด้านการเงิน โดยไม่คิดดอกเบี้ย แค่ผลัดกันจ่ายเงิน เพื่อนำไปทำธุรกิจ นับเป็นหนึ่งในรูปแบบที่เกื้อกูลกัน
"ต่อมามีการจัดตั้งสมาคมคนจีน ชาวจีนในหาดใหญ่ มีหลายเผ่าพันธุ์ ทั้งแต้จิ๋วไหหลำ ฮกเกี้ยน แคะ (ฮากกา) ซึ่งยังแบ่งออกเป็นแคะแท้ กับแคะที่มาจากชนบท ในการตั้งสมาคมก็มีการตั้งคนมาทำงาน ที่มีความเชื่อมโยงกับคนจีนที่อื่น อย่างในกรุงเทพฯ"
นั่นทำให้เห็นว่า คนจีนเกิดการเกาะกลุ่มรวมตัวกัน วัฒนธรรมที่เด่นชัด คือ การตั้งวงแชร์ เพื่อทำการค้า แล้วพัฒนามาสู่การจัดสวัสดิการให้สมาชิก ช่วยเหลือกันในยามเจ็บไข้ได้ป่วย กระทั่งงานศพ การช่วยเหลือกันนั้นเกิดจากความสมัครใจ ไม่กะเกณฑ์ คนที่มีความพร้อมมากก็จะช่วยมาก หรือเสียสละในการดำเนินการอะไรสักอย่างหนึ่ง เน้นจิตใจช่วยเหลือกันมากกว่า ต่างกับปัจจุบันที่จะทำอะไรแล้ว ทุกคนต้องช่วยกันอย่างเสมอภาค
บทบาทสมาคมจีนในยุคต่อๆมา ยังเข้าไปดูแลเรื่องอื่นๆ เช่น ทางการศึกษาอย่างเช่น การให้ทุนการศึกษา ซึ่งยังดำเนินสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน
ในจังหวัดสงขลานับได้ว่า เป็นพื้นที่ที่มีสมาคมจีนมากที่สุด เกิดมาจากคนจีนที่เข้ามาอยู่อย่างหลากหลายนั่นเอง ส่งผลทางวัฒนธรรมอื่นอย่างเช่น อาหารจีนในหาดใหญ่ ซึ่งนับว่าหลากหลายที่สุดของประเทศไทย
"หาดใหญ่แทบไม่ต้องทำอะไร แค่เป็นศูนย์กลางอาหารจีนก็เพียงพอแล้ว"
ธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนที่มาจากแดนไกลจากเมืองจีน คือ หาเงินเพื่อส่งกลับไปให้ครอบครัวที่บ้านเมืองจีน การเกื้อกูลกันในกลุ่มจึงมีสูง เพราะถือว่าเป็นพื้นฐานที่ง่ายที่สุดสำหรับคนที่จากบ้านจากเมืองมาด้วยกัน ในการรวมตัวถามข่าวคราว กรณีการกดขี่ข่มเหงกัน พบว่าเป็นธรรมชาติที่จะมีมากน้อยตามยุคสมั
ย อย่างการยอมรับคนจีนที่ยังมีน้อย คำว่า "ลูกเจ๊ก" ยังเป็นคำแสลงหูมาต่อเนื่องยาวนาน แม้จะคลี่คลายมาเป็นลำดับ
ชัยวุฒิ บุญวิวัฒนาการ เล่าว่า ความเป็นอยู่ของจีนในหาดใหญ่ คงไม่ต่างจากที่อื่น ซึ่งสมัยหนึ่งจะถูกเพ่งเล็งทางการเมือง มีการกวาดล้างเป็นระยะ บางคนต้องหนีภัยทางการเมือง อย่างกลุ่มของโรงเรียนศรีนครก็มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ การถูกปราบปราม การรังแกจากภาครัฐมีเป็นระยะ ลักษณะอย่างหนึ่งของคนจีนที่นี่ จึงรู้การเว้นระยะห่างทางการเมืองพอสมควร ไม่มีการพูดเรื่องการเมืองในสมาคมจีน
ชัยวุฒิ เกิดชื่น นักจัดรายการวิทยุ กล่าวเสริมว่า ศิลปะในการอยู่รอดอย่างหนึ่งของคนจีนหาดใหญ่สมัยก่อนคือ การไม่พูดเรื่องการเมือง
"ผมนั่งวงแชร์ในหาดใหญ่มาตลอด และมองว่าวงแชร์นี่เอง เป็นการกระจายข้อมูลข่าวสารอย่างหนึ่ง"
สุวรรณี เกิดชื่น เสริมว่า หลังจบการศึกษามาใหม่ๆ มาทำรายการวิทยุ ไม่มีเงิน ตั้งใจซื้อเวลาที่สถานีวิทยุของมอ.ได้เข้าร่วมวงแชร์มือละ 2,000 บาท ได้เงินมาทำรายการวิทยุครั้งแรก พบว่าสำหรับคนหาดใหญ่การได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวมีความสำคัญ ถือว่านี่เป็นวัฒนธรรมร่วมระหว่างคนจีนและคนไทย
"การขอความร่วมมือ การมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ จึงเป็นส่วนสำคัญ ผิดกับยุคปัจจุบันที่ กลายเป็นว่าต่างคนต่างทำ แต่ก่อนการจัดรายการวิทยุ ต้องอาศัยการมีส่วนร่วม ต้องไปร่วมด้วยทุกงาน ตั้งแต่เปิดสะพานลอย บวช แต่งงาน บทบาทไม่ได้จำกัดแค่จัดรายการวิทยุ แต่คือการลงไปยังชุมชนไปพบคน เพราะสื่อสมัยนั้นให้ความสำคัญกับคน"
ชัยวุฒิ เกิดชื่น กล่าวต่อว่า สำหรับคนทำสื่อจะมีการอบรมสั่งสอนต่อกันมาว่า พูดถึงคนเดือดร้อนแล้วจะทำอะไร ไม่ใช่เรื่องของการอยากดัง สื่อต้องพร้อมเอาตัวไปช่วยชาวบ้านทุกเรื่อง
ชัยวุฒิ บุญญวิวัฒนาการ กล่าวว่า หลังทางรถไฟเสร็จแร่ดีบุกนำคนเข้ามาค้าขายในหาดใหญ่ ผลพวงจากการร่วมมือกับอเมริกาปราบปรามคอมมิวนิสต์ ส่งผลมาถึงสินค้าจากจีนที่มาขึ้นท่าเรือปีนังในมาเลเซีย
เป็นส่วนทำให้เกิดตลาดสินค้าหนีภาษี ที่ปาดังเบซาร์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ตามมามีผลต่อการค้าขายที่คึกคัก คนหลั่งไหลเข้ามาเป็นระยะ หาดใหญ่กลายเป็นชุมทางรถไฟ รถยนต์ และทางอากาศ พอมีสินค้าหนีภาษีเข้ามาอีกก็ทำให้ขยายตัวมากขึ้น
ยุคแรกในหาดใหญ่ไม่มีโรงแรม สมัยนั้นใครมีเพื่อนเป็นเจ้าของโรงแรมถือว่าเจ๋งมาก เพราะสามารถจองห้องพักได้
โรงแรมยงดีที่เปิดตัวด้วยตึก 9 ชั้น สร้างความฮือฮาได้มาก เพราะเป็นตึกที่สูงที่สุดในหาดใหญ่ขณะนั้น ชาวหาดใหญ่แห่ขึ้นไปเที่ยวบนตึกดูว่าตึกสูงเป็นอย่างไร เห็นวิวจากมุมสูงหาดใหญ่ทั้งเมืองครั้งแรกก็ที่โรงแรมแห่งนี้ แต่ปัจจุบันโรงแรมยงดีไม่ใช่โรงแรมขนาดใหญ่อีกต่อไปแล้ว
ชัยวุฒิ - สุวรรณี เกิดชื่น เล่าว่า ความสัมพันธ์ของคนหาดใหญ่รุ่นก่อน ที่ยึดตัวบุคคลเป็นหลัก เห็นได้จากเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ยังไม่มีธุรกิจใดมาถอนโฆษณาวิทยุ เหล่านี้ถือว่าเป็นการเกื้อกูลกัน แต่ทุกวันนี้ได้ให้ความสำคัญกับการขายสินค้าอย่างเดียว โดยไม่ได้สนใจในตัวคน
"อยากมองว่าหาดใหญ่เป็นสมาคม ไม่ได้ต่างคนต่างอยู่ ทำไมเราไม่กลับไปหาจุดเด่น ที่เราเคยมี" ชัยวุฒิ เกิดชื่น กล่าว
ร่วมคิด ร่วมทุน ร่วมทำ
ชิต สง่ากุลพงศ์ ประธานมูลนิธิชุมชนสงขลา กล่าวว่า ตนเองมองทุนของของจังหวัดสงขลาคือความหลากหลาย ความปรารถนาดีที่มีต่อกัน นับเป็นทุนสำคัญของชุมชน สำหรับมูลนิธิชุมชนสงขลาเพิ่งได้คุยกับ 5 อธิการบดี ในจังหวัดสงขลา ซึ่งพร้อมจะทำงานร่วมกัน
"เมืองหาดใหญ่อยู่กันแบบที่ช่วยกันมาตลอด ถ้าฟื้นรูปแบบนี้กลับมา เพื่อการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จะถือว่าเกิดประโยชน์มาก"
ภาครัฐมีข้อจำกัดมาก จากการได้ไปดูงานในหลายที่ทั้งในและต่างประเทศ ได้แนวคิดว่า การทำงานแบบประสานความร่วมมือ องค์กรต่างๆ การทำงานร่วมกันแบบมีส่วนร่วม เป็นโอกาสที่ดีของการพัฒนา ซึ่งมูลนิธิชุมชนสงขลาได้ยึดแนวการทำงานตามแบบดังกล่าว และกำลังไปได้ดี ขณะเดียวกันคงต้องคิดหาหลักและสูตรของการทำงานที่เหมาะสม เพราะส่วนมากองค์กรต่างๆ ยังผูกติดอยู่กับการบริหารสองส่วนของภาครัฐกับธุรกิจ ส่วนองค์การที่ไม่แสวงหาผลกำไร ยังไม่มีตัวแบบชัดๆ ในบ้านเรา ซึ่งองค์กรไม่แสวงกำไร มุมหนึ่งก็จำเป็นต้องมีการทำตลาด ระดมทุน แสวงหาความร่วมมือ ในลักษณะแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว แม้จะมีความแตกต่างแต่ไม่มีความแตกแยก เรื่องนี้ต้องอาศัยความเข้าใจของคนส่วนใหญ่
"ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เราจะเริ่มต้น อย่างมูลนิธิชุมชนสงขลาเราเปิดกว้างสำหรับทุกคน จะมาร่วมกันทำงานฟื้นวัฒนธรรมและคนหาดใหญ่แบบเดิมที่ช่วยกัน ผ่านวงคุยที่จะดำเนินต่อไป"
ตัวแทนจากหาดใหญ่เคเบิ้ลทีวี กล่าวว่า อยากร่วมทำงานด้านเนื้อหากับสถานศึกษา เพื่อสื่อออกไป ทางตนเองพร้อมเกื้อกูล ที่ผ่านมาได้รับเป็นสถานที่ฝึกงานให้นักศึกษาอยู่แล้ว โดยเน้นการฝึกงานจริงให้ทำงานได้จริง ไม่ใช่การมาเพื่อรับใบรับรอง
ปี 2553 ท้องถิ่นจะทำทีวีให้ชาวสงขลาทุกกลุ่มได้ดู ในส่วนที่เป็นสิ่งดีๆ มีประโยชน์ต่อสังคม เปิดช่องใหม่ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ การ์ตูนสร้างสรรค์สำหรับเด็ก สารคดี ท่องเที่ยวกลางแจ้ง ข่าวสารคดีรูปแบบใหม่ ที่พร้อมเชื่อมโยงกับทุกหน่วยงาน องค์กร ด้านสื่ออินเตอร์เน็ต ไม่มีกำไรแต่หลายคนก็พยายามทำเพื่อคนหาดใหญ่ ร่วมกับหน่วยงานรัฐอย่างเช่นเทศบาลนครหาดใหญ่ การท่องเที่ยว
ชาคริต โภชะเรือง ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนสงขลา กล่าวว่า น่าจะนำองค์ความรู้ในมหาวิทยาลัยถ่ายทอดสู่ชุมชน อาจเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ต หรือความรู้ทางอากาศ ถ้าสามารถทำได้จะเป็นการกระจายองค์ความรู้มากมายออกไป ในแง่สื่อจะส่งต่ออีกไปได้มาก ทำอย่างไรจะทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ ในสถาบันการศึกษาที่ยังใช้งานได้ไม่เกิดประโยชน์สูงสุดเต็มที่ ออกไปสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน
ภูเบศ แซ่ฉิน มองว่ายุคโลกาภิวัตน์ คนท้องถิ่นไม่มีเวทีแสดงออก เนื่องจากความทันสมัยของระบบการสื่อสาร ทำให้กระแสหลักเข้าไปอยู่ส่วนกลาง กลายเป็นว่าเมืองหลวงเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เราต้องสร้างเวทีท้องถิ่นให้มากขึ้น
"หาดใหญ่ เรามีคนเก่งในสาขาต่างๆ เยอะ แต่กลับไปอยู่ในกรุงเทพฯหมด คนท้องถิ่นจะไหลเข้าส่วนกลาง เพราะไม่มีเวทีในท้องถิ่น"
บัญชร วิเชียรศรี กล่าวตอนท้ายว่า เดิมคนคิดว่าหาดใหญ่ไม่ใช่บ้านเกิด แต่เป็นที่แสวงโชคแค่มาหาเงินส่งกลับบ้าน ถึงเวลานี้คนที่เกิดที่นี่โตที่นี่ แต่ย้ายไปทำงานที่อื่น ไปหาเงินที่อื่นส่งกลับมาหาดใหญ่ แล้วคิดว่าสักวันหนึ่งตอนแก่ จะกลับมาอยู่บ้านที่หาดใหญ่ ทำไมไม่ข้ามขั้นตอน โดยเอาคนหาดใหญ่ที่ไปอยู่ที่อื่นกลับมาอยู่หาดใหญ่ เสียตั้งแต่ตอนนี้ หาดใหญ่มีศักยภาพมากมาย
เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระแสความคิดในการพัฒนา ที่เกิดจากสำนึกความเป็นพลเมือง ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าด้วยสองมือของเราเอง ไม่เฉพาะเงินหรือสิ่งของที่จะบริจาค แต่กำลังกายกำลังปัญญา และการให้เวลาเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสร้างสรรค์งานกับชุมชน ก็เป็นบทบาทที่สำคัญยิ่งในการพัฒนา การพัฒนาที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของคนดี ผู้มีปัญญาและจิตสาธารณะ หากความตื่นตั วในการร่วมสร้างบ้านแปลงเมืองด้วยสองมือของเราทุกคน กลับมาสู่ชาวสงขลาอีกครั้งในอนาคต เชื่อได้ว่า "สงขลาจะกลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเมืองหนึ่งในโลก"
หมายเหตุ : ในวันที่ 8 มกราคม 2553 เวลา 13.00 - 19.30 น. ณ สวนประวัติศาสตร์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มูลนิธิชุมชนสงขลา ร่วมกับเครือข่ายสมาคม มูลนิธิในจังหวัด รวมถึง 5 มหาวิทยาลัย จัดเสวนาพิเศษสานพลังพลเมืองสงขลาร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อการพัฒนาสงขลาอย่างยั่งยืน ผลการเสวนาจะนำมาเสนอในหน้าสื่อสารสร้างสุขสงขลาต่อไป