หนังสือพิมพ์โฟกัสภาคใต้ : Focus Paktai - new

บทความ

มองย้อนข้อเสนอแรกหลังเหตุการณ์กรือเซะเมื่อห้าปีที่ผ่านมา

by Focus Team @8 มิ.ย. 52 13.18 | Tags : บทความ , ภาคใต้

ด้วยพระนามของอัลเลาะห์ผู้ทรงเมตตา ปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญแด่พระองค์ ขอความสันติจงมีแด่ศาสดามูฮัมหมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและผู้อ่านทุกท่าน

    หลังเหตุการณ์กรือเซะเมื่อห้าปีที่ผ่านมาผู้เขียนได้ตัดสินใจเขียนบทความชิ้นหนึ่งและเป็นก้าวแรกในการเป็นนักเขียนเต็มตัวในปัจจุบันนี้

    หัวข้อดังกล่าวคือ การพลีชีพและแนวคิดการเจรจาสันติภาพกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งตีพิมพ์ในมติชนรายวัน หน้า 7 เมื่อ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2547 เพื่ออธิบายปรากฎการณ์และเสนอแนะการแก้ปัญหา และผู้เขียนยังหวังว่าข้อเสนอเมื่อห้าปีที่ผ่านมายังอาจจะมีประโยชน์สำหรับผู้เกี่ยวข้องอยู่ดังมีรายละเอียด ดังนี้

    เหตุการณ์ 107 ศพ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2547 เป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญของคนไทยทั้งประเทศ และเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลกเช่นกัน เหตุการณ์ครั้งนี้มีการถกเถียงอย่างไม่สิ้นสุดว่า ฝ่ายรัฐทำเหมาะสมหรือไม่ เพราะต่างอ้างเหตุผลของตนเอง แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เหตุการณ์นี้ไม่มีใครชนะแต่จะแพ้ทั้งคู่ เพราะความรุนแรงไม่สามารถทำให้ใครชนะได้ด้วยดุษฎีมีแต่ความสะใจ

    อะไรเป็นเหตุให้คนทั้ง 107 คน ซึ่งเป็นศพและอีกหลายคนที่โดนจับหรือหลบหนีไปได้ถึงได้ กล้าหาญยอมพลีชีพในเหตุการณ์ครั้งนี้

    ในช่วงแรกๆ ที่ฝุ่นตลบหลังเหตุการณ์ใหม่ๆ รัฐบาลพยายามอธิบายว่า หัวโจกหรือผู้ก่อการเป็น พวกค้ายาเสพติด ผู้ก่อการเป็นวัยรุ่นติดยาและหวังสิ้นจ้างรางวัลแต่หลังเหตุการณ์นี้หลายวัน

    หลายต่อหลายคนชักจะสรุปว่า น่าจะเป็นเรื่องอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน ยิ่งได้ฟังคำให้การของผู้ที่โดนจับส่วนหนึ่ง (แต่ต้องฟังอย่างมีวิจารณญาณ) ยิ่งมั่นใจเข้าไปใหญ่

    อุดมการณ์นี้ต้องการรื้อฟื้นอดีตประวัติศาสตร์มาเป็นปัจจุบัน ด้วยการก่อตั้งรัฐอิสลามฟาฏอนีย์ดารุสสลาม โดยใช้กฎหมายอิสลามปกครองประเทศ

    อาจมีหลายคนตั้งข้อสงสัยและด่วนสรุปต่อคนเหล่านี้ว่า ไม่รักชาติ รักแผ่นดิน ไม่รักศาสนาอิสลามหรือตีความศาสนาอย่างผิดๆ แต่ถ้าเราตั้งสติให้ดีเราจะพบคำตอบ เราจะพบว่าผู้ก่อการหลายต่อหลายคนเรียนโรงเรียนศาสนา เคร่งศาสนา มีความประพฤติเรียบร้อย สอนศาสนาแก่เด็กในชุมชน ไม่ใช่เด็กปราศจากการศึกษา หลายต่อหลายคนเป็นนักเรียนไม่ใช่เด็กติดยา

    แนวคิดแบ่งแยกดินแดนไม่ว่าจะเป็นขบวนการใดในภาคใต้ถึงแม้จะแตกต่างในแนวทางการทำงาน ก็มีหลักหลักคิดเป็นเอกภาพร่วมกัน กล่าวคือ รัฐอิสลามฟาฏอนีย์ดารุสสลามในอดีตเป็นประเทศเอกราชมาจากชนเชื้อสายมลายู แต่ถูกรัฐสยาม ซึ่งผู้ปกครองเป็นชาวพุทธ (ส่วนใหญ่) เข้ายึดครอง ดังนั้นในแง่ของหลักนิติศาสตร์อิสลามทุกสำนัก คิดถือว่าเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่ถูกยึดครองจะต้องยอมพลีชีพและใช้ทุกวิธีทาง โดยมีเงื่อนไขว่าวิธีดังกล่าวจะต้องไม่ผิดหลักนิติศาสตร์อิสลามในการทำสงครามปลดปล่อยประเทศของตน และจะต้องสถาปนารัฐที่ใช้กฎหมายอิสลามปกครองประเทศ  จากหลักคิดดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า

    1. คนเหล่านี้มองตัวเองว่าเป็นคนรักชาติ รักมาตุภูมิหรือแผ่นดินเกิด แต่เป็นการรักชาติฟาฏอนีย์ดารุสสลาม ซึ่งเป็นแผ่นดินที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เคยรุ่งเรืองและพวกเขาจะย้อนถามคนไทยหรือนายก รัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและพลเอกชัยสิทธิ ชินวัตรว่าหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับรัฐสยามในอดีตและไทยยุคปัจจุบัน ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของลาวหรือพม่า การพลีชีพเพื่อแผ่นดินตนเองผิดด้วยหรือ

    2. กลุ่มคนเหล่านี้มองตัวเองว่า เขาต่างหากรักศาสนายอมสละแม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง เพื่อสถาปนารัฐที่ใช้กฎหมายอิสลามซึ่งเป็นของพระเจ้าและปฏิบัติตามตำราศาสนา เพราะฉะนั้นการที่ จุฬาราชมนตรีออกมาพูดรับประกันความถูกต้องของเจ้าหน้าที่รัฐต่อผู้ก่อการในมัสยิดกรือเซะ หรือ ที่อื่นซ้ำยังได้ตำหนิคนเหล่านี้ตีความศาสนาอย่างผิดๆ พวกเขาอาจจะไม่ยอมรับ เพราะจุฬาราชมนตรีพูดในนามมุสลิมไทยในขณะที่พวกเป็นมลายูมุสลิมฟาฏอนีย์

    นั่นคือแนวคิดแบ่งแยกดินแดน ซึ่งนำความคิดการเมืองบูรณาการกับหลักการศาสนา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยึดหลักประวัติสาสตร์ ซึ่งต่างจากรัฐ ซึ่งยึดหลักราชอาณาจักรไทยที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแบ่งแยกไม่ได้

      เมื่อความต้องการของแต่ละฝ่ายยืนอยู่บนเส้นด้ายคนละขั้วเช่นนี้ การจะหาจุดตรงกลางที่เหมาะสมสามารถสนองความต้องการของทั้งคู่อย่างลงตัวย่อมเป็นเรื่องไม่ใช่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่สามารถ แก้ปัญหาได้ เพราะประเทศไทยปัจจุบันเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ให้ความเคารพในสิทธิมนุษย ชนและความเสมอภาคทุกหมู่เหล่าสูง  เหตุการณ์ปัจจุบันต่างจากอดีตที่เป็นรัฐเผด็จการ  การที่รัฐ สยามในอดีตยึดรัฐฟาฏอนีย์ดารุสสลามเป็นเรื่องของคนในอดีตที่มีเหตุการณ์การสู้รบ การยึดครองในที่ต่างๆ ของทั่วโลก คนในปัจจุบันไม่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ในอดีตแม้แต่น้อย หากทั้งสองฝ่ายใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา แน่นอนมันคงไม่จบ คนที่ยอมจะสละชีพในอนาคตจากทั้งสองฝ่ายคงมีอย่างแน่นอนและอาจจะมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นเราควรมองอนาคตว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรจะดีกว่าไหม

    การที่รัฐแต่งตั้งองค์กรกลางที่ได้รับการยอมรับ เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและมั่นใจว่านโยบายสันติวิธีอย่างจริงใจและจริงจังเท่านั้น จะสามารถชนะใจชาวบ้านที่เป็นเจ้าของแผ่นดิน  แนวคิดของรองนายกรัฐมนตรีจาตุรนต์  ฉายแสงที่อุตสาห์ลงพื้นที่ เป็นทางออกที่ดี (แต่น่าเสียดายได้รับการยับยั้งนโยบายจากฝ่ายรัฐสายเหยี่ยว) นโยบายใต้สันติสุของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธก็เป็นนโยบายที่สวย  แนวทางการแก้ปัญหาและข้อเสนอแนะจากนายแพทย์ประเวศ  วะสี เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีควรรับฟัง ในขณะเดียวกันการลงพื้นที่ของท่านก็เป็นสิ่งที่ควรได้รับการชมเชย แต่อีกแนวคิดหนึ่งที่ไม่มีใครเสนอคือ แนวคิดการเจรจาสันติภาพกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนในกลุ่มต่างๆ อย่างเปิดเผย

    ในเมื่อรัฐยังเป็นเจ้าภาพการเจรจาสันติภาพระหว่างกลุ่มต่างๆ อย่างเปิดเผยได้ ทำไมการเจรจา สันติภาพระหว่างรัฐกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนบ้านเราจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่งผู้เขียนขอเสนอ การเจรจาดังกล่าวดังนี้

    1. ต้องเป็นการเจรจาอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนโดยเฉพาะคนในพื้นที่มิใช่ทำกันอย่างลับๆเฉกเช่นอดีต
    2. การเจรจาสันติภาพควรมีหลายฝ่ายดังนี้

    ผู้มีอำนาจอย่างแท้จริงจากฝ่ายรัฐที่สามารถกำหนดนโยบายสูงสุดและมีอำนาจตัดสินใจ

    แกนนำทุกขบวนการและจะต้องให้หลักประกันความปลอดภัยจากรัฐ

    องค์กรเอกชนที่ได้รับการยอมจากประชาชน (เมื่อประกาศรายชื่อ)

    องค์กรศาสนาอิสลามเช่นสำนักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการอิสลามส่วนกลางและพื้นที่ โต๊ะครูที่มีอิทธิพลด้านจิตวิญญาณของคนในพื้นที่ เช่น บาบอหะยีอิสมาอีล เสอร์ปัญยัง (เช่นเดียวกับหลวงพ่อ คูณจากไทยพุทธ) ชัยค์ ดร.อิสมาอีล ลุฏฟีย์ จะปะกียา

    องค์กรภาคเอกชนเจ้าของพื้นที่จริงๆ ว่าต้องการอย่างไร ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดอนาคตตนเองเพราะใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่หากมวลชนไม่เล่นด้วยก็จะพัง เพราะฉะนั้นปล่อยให้เขาตัดสินใจอนาคตของเขาเองเถอะ

    ผู้เขียนมั่นใจว่าสันติวิธีเท่านั้นที่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะการใช้ความรุนแรงทั้งสองฝ่ายที่เป็นคนส่วนน้อยไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือขบวนการ มีแต่จะยัดเยียดความหายนะแก่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่

    ที่สำคัญเหตการณ์ความรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะรัฐอาจจะชนะในการใช้กำลังและอาวุธหนักปราบปรามผู้ก่อการ แต่ลึกๆ ในหัวใจของชาวบ้านนั้นรัฐไม่สามารถชนะใจเขาได้และท้ายสุดรัฐกำลังจะแพ้ในสงครามแย่งมวลชน เพียงแต่เขาไม่แสดงออกให้เห็นเท่านั้น

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

« 1816
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง