หนังสือพิมพ์โฟกัสภาคใต้ : Focus Paktai - new

ภาคใต้

จัดการภัยพิบัติโดยชุมชนทางรอดในสภาวะโลกร้อน

by Focus Team @8 มิ.ย. 52 11.49 | Tags : ภาคใต้ , ประชาสังคม

จังหวัดพัทลุงเป็นอีกจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก สร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่ทางการเกษตรและบ้านเรือนประชาชน ทั้งทางพื้นที่ที่ติดกับทะเล พื้นที่นา และพื้นที่ติดกับเทือกเขาบรรทัด

    เหตุการณ์ดังกล่าว น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีในการจัดการภัยพิบัติ โดยใช้ชุมชนเป็นตัวกลาง ในการเชื่อมประสานการให้ความช่วยเหลือทั้งทางด้านการกู้ภัยและการเตรียมพื้นที่อพยพ เพื่อลดการสูญ เสียที่จะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

    เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิกองทุนไทย ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา และองค์การแอคชันเอดประเทศไทย ได้ร่วมกันทำโครงการ Beyond disasters การป้องกันภัยพิบัติภาคประชาชน และได้เปิดเวทีในการถอดบทเรียนในการจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เพื่อกำหนดแนวทางการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชน ในการป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยตัวชุมชนเพื่อลดการสูญเสีย ด้วยการแลกเปลี่ยนผ่านเครือข่ายชาวบ้าน ผู้ประสบภัยในเขตอำเภอเมืองพัทลุง เขาชัยสน ศรีนครินทร์ กงหรา และปากพะยูน อันจะนำไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายในการจัดการป้องกัน เฝ้าระวัง และสร้างองค์ความรู้สู่ชุมชน

    "ที่ผ่านมาการเข้ามาจัดการในทุกเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ มักจะกระจุกตัวที่หน่วยงานของรัฐ เป็นส่วนใหญ่ ทำให้เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นจริงๆ ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ประสบเหตุการณ์ ไม่มีการเตรียม การที่เหมาะสมและถูกวิธี ทำให้มีการสูญเสียเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือทรัพย์สิน เวทีแลกเปลี่ยนนี้ จึงเป็นการสร้างเครือข่ายของคนในชุมชนพื้นที่เสี่ยง ที่จะเกิดเหตุภัยพิบัติต่างๆ ได้มีความเข้าใจ ในแนวทางปฏิบัติเมื่อมีภัย พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของชุมชนในการจัดการภัยพิบัติด้วย"

    รุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ตัวแทนโครงการ "Beyond disasters" และองค์การแอคชันเอด ประเทศ ไทย กล่าวก่อนเริ่มเวทีแลกเปลี่ยน

    นอกจากจะเป็นการทำความเข้าใจในองค์ความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติแล้ว เครือข่ายผู้ประสบภัยจังหวัดพัทลุง ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นของการสร้างองค์ความรู้ ให้ชุมชนพื้นที่เสี่ยงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการชุมชน ด้วยตัวของชุมชนหมู่บ้านเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาองค์กรของรัฐมากจนเกินไป ในการเข้ามาดูแลเมื่อเกิดภัยต่างๆ พร้อมทั้งการปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานของชาวบ้าน ให้มีความเข้มแข็งละเข้ามาบริหารจัดการชุมชนอย่างมีประสิทธิผล และดูแลกันเองภายในพื้นที่

    "การทำงานขององค์รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ ต้องเป็นการเข้ามาประสาน และร่วมมือกันกับองค์กรชาวบ้าน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้เข้าถึงปัญหาของภัยที่เกิดขึ้น กับชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเข้ามาจัดการในลักษณะที่ชาวบ้านไม่ได้เรียนรู้ หรือรับรู้อะไร ต้องมีการประสานงานระหว่างองค์กรของรัฐและชาวบ้านอย่างชัดเจน เพื่อคุ้มครองและลดความสูญเสียให้มากที่สุด มุ่งที่ความเข้าใจ เพื่อให้คนในชุมชนหมู่บ้าน ได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพในการดูแลตัวเองมากขึ้นๆ" เตือนใจ สิทธิบุรี ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จังหวัดพัทลุง กล่าว

    พร้อมกันนั้น การหาข้อสรุปร่วมกันของชาวบ้าน ถ้าจะให้มีการจัดการอย่างยั่งยืน และยาวนาน ก็จะต้องมีการร่างขอเสนอ เพื่อยกระดับเป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจัง เพราะหากไม่มีการเคลื่อนไหวเรื่องการเข้ามาดูแลชุมชนด้วยคนของชุมชนเอง การจัดการภัยพิบัติโดยภาคประชาชนจะเกิดขึ้นไม่ได้ และยังคงเป็นข้อเสียเปรียบ ในการสร้างชุมชนเข็มแข็งอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการร่วมเผ้าระวังดูแลรักษาชุมชนให้ปลอดภัย

    นอกจากนั้น ยังเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลเข้ามาจัดการดูแลอย่างจริงจัง ในการสร้างความพร้อม ให้กับชุมชนที่มีความเสี่ยงในขั้นสูง พร้อมกับการสร้างเครือข่ายดูแลตนเองของชาวบ้านอีกประการหนึ่ง

    "การหาข้อสรุปและการเสนอแนะ น่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการเชื่อมประสานระหว่างหลายชุมชน หลายองค์กรเพื่อความยั่งยืน ต้องมีการ บรรจุเรื่องของการจัดการภัยพิบัติ เป็นเรื่องที่เร่งด่วนมองข้ามไม่ได้ เพราะไม่สามารถที่จะรู้ว่า เมื่อไหร่อย่างไรภัยพิบัติถึงจะเกิดขึ้น การเสวนานำเสนอข้อเสนอแนะ คงจะเป็นรูปธรรม อย่าลืมว่าเมื่อไรก็ตามที่เกิดภัยพิบัติต่างๆ ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม พายุเขตร้อนเมื่อไร ความสูญเสียประเมินค่าไม่ได้เลย นี่คือ การยืนอยู่บนหนทางของการอยู่อย่างรอบคอบ หากเมื่อไรก็ตามทุกอย่างตั้งอยู่บนความเสี่ยง จะมีแต่ความเสียหาย" ลุงอุทัย บุญดำ ตัวแทนจากเครือข่ายสินธุ์แพรทอง กล่าว

    การนำเสนอแนวทางร่วมกัน ในการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน จึงเป็นสิ่งที่ควรนำมาต่อยอดใน การร่วมกันสร้างเครือข่ายชุมชนชาวบ้าน ให้มีส่วนร่วมในการดูแลจัดการในชุมชนตนเอง โดยประสาน ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนของสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    "จริงแล้วองค์กรของรัฐก็มีอยู่ แต่มันกระจัดกระจายไปตามหน่วยงาน องค์กรต่างๆ โดยขาดการเชื่อมโยงที่ดี เอาเข้าจริงหากทุกฝ่ายร่วมมือประสานเป็นเครือข่ายในการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชน มันจะเป็นผลดีทั้งชุมชน เมื่อมีเหตุภัยต่างๆ ก็ได้เข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที หากรอคอยแต่องค์กรของรัฐ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ คงล่าช้า เพราะการเฝ้าระวังภัยพิบัติ ต้องรวดเร็วและแม่นยำ ถ้าเร็วและมีประสิทธิภาพความสูญเสียจะลดลง และเป็นการฝึกทักษะของชาวบ้าน ในการสังเกตและใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมาก" นายวิเชียร ศุภอภิชาตวงศ์ หัวหน้าฝ่ายสงเคราะห์ผู้ประสบภัย จังหวัดพัทลุง กล่าว

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

« 1816
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง