หนังสือพิมพ์โฟกัสภาคใต้ : Focus Paktai - new

สัมภาษณ์พิเศษ

คนปลูกต้นไม้:สมคิด นวลเปียน

by Focus Team @8 มิ.ย. 52 11.34 | Tags : สัมภาษณ์พิเศษ , ภาคใต้

ด้วยเพราะคิดว่าการเป็นนักการเมืองจะช่วยเหลือสังคมได้มากกว่าการเป็นกวี ครูผู้หลงใหลและทุ่มเทแรงใจแรงกายให้กับการสอนหนังสือเด็กและบทกวี ในพื้นที่บ้านเกิดทางภาคใต้ ก็ผันชีวิตมาสู่การเป็นนักการเมืองระดับชาติ เพื่อเดินตามฝันและทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา

    ทันทีที่ตัดสินใจ ชีวิตของครูสมคิด นวลเปียน ก็เปลี่ยนไป

    "ฉันคิดว่าหากเป็นนักการเมืองแล้วจะช่วยเหลือสังคมได้เร็วกว่า เพราะมีบทบาทและอำนาจมากกว่าการเป็นครูและกวี แต่พอได้เป็นนักการเมืองจริงๆ จึงได้รู้ว่า ฉันทำอะไรไม่ได้เลย ฉันแทบจะช่วยเหลือสังคมเหมือนอย่างที่ฉันตั้งใจไว้ไม่ได้เลย เพราะฉันมันตัวเล็กเกินกว่าที่จะมีพลังเปล่งเสียงให้นักการเมืองคนอื่นๆได้ยินและเห็นด้วยกับข้อเสนอของฉัน" ครูสมคิดเล่าให้ฟังที่มาที่ไปของการเข้าไปเป็นนักการเมือง และความฝันกับความจริงที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

    ครูสมคิดอธิบายขยายความให้ฟังว่า ชีวิตนักการเมืองตอนนั้น มันเหมือนการไปท่องทุ่งฟ้าป่าเมฆ มันกว้างใหญ่ไพศาล แต่จับต้องอะไรไม่ได้เลย เมื่อความผิดหวังมาประจวบเหมาะกับสุขภาพที่เริ่มไม่ดี เป็นเหตุผลที่ครูสมคิดตัดสินใจหยุดเล่นการเมืองถาวร ก่อนหันหลังกลับมาใช้ชีวิตแบบชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งในบ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้ง

    ครูสมคิด ผู้ผ่านเลยชีวิตวัยเกษียณมากว่าสองปี ใช้ชีวิตสันโดษ สงบเงียบ ในกระท่อมหลังน้อย
กลางดงต้นไม้น้อยใหญ่ที่กำลังเติบโตหลังจากที่ครูสมคิดฝังรากลงดิน อยู่ริมเนินเทือกเขาบรรทัด อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง

    บ้านไม้ยกพื้นหนึ่งหลัง ซึ่งลูกชายสองคนและครอบครัวอยู่อาศัย ห่างจากกระท่อมริมน้ำของครู สมคิดไม่เกินสิบก้าวย่าง และกระท่อมหลังเล็กเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ดูแข็งแรงกว่ากระท่อมของครูสมคิดหลายเท่า สำหรับรองรับแขกผู้มาเยี่ยมเยือน

    ครูสมคิด เล่าให้เราฟังถึงชีวิตที่พลิกเปลี่ยนราวฟ้ากับดิน ซึ่งเป็นเพียงความรู้สึกของคนที่รับรู้เรื่องราวของแกอย่างผิวเผินเท่านั้น เพราะครูสมคิดยืนยันกับเราว่าไม่ว่าจะเป็นครูหรือเป็นนักการเมือง ครูก็ยังเป็นครูสมคิดคนเดิม

    "ฉันไม่รู้สึกอายเลยที่ต้องกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในชนบทแบบชาวบ้านธรรมดา หลังจากที่ไปเล่นการเมืองมาแปดปี ชีวิตฉันแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย นอกจากอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ฉันแทบไม่ต้องปรับตัวเลย ยังนั่งรถเมล์รถสองแถวกับชาวบ้าน คุยหัวเราะหยอกล้อกับชาวบ้าน กินข้าวเหนียวไก่เหมือนชาวบ้าน" ครูสมคิดเล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีท่าทีเสแสร้งแกล้งโกหกเหมือนนักการเมืองคนอื่นๆ

    ครูสมคิดยังให้ข้อคิดกับการใช้ชีวิตว่า ชีวิตเราจะเป็นยังไง แบบไหน มันอยู่ที่เรากำหนด ถ้าเรา กำหนดให้ยากมันก็ยาก เรากำหนดให้ง่ายมันก็ง่าย ตอนเป็นส.ส. ก็บอกกับลูกว่า อย่าคิดว่าชีวิต เราจะดีขึ้น

    "ฉันมีความสุขที่ได้มาอยู่กับป่า เพราะฝันมานานแล้วว่า จะมีมุมส่วนตัวเล็กๆ ในโลกนี้สักมุม
ตอนมาอยู่ใหม่ก็พยายามปลูกต้นไม้ เพื่อที่จะได้เป็นป่าร่มเงา และเป็นการช่วยลดโลกร้อน ช่วยรักษาพันธุ์ไม้หายาก เป็นการสร้างสมดุลให้กับธรรมชาติด้วย เมื่อมีป่าพวกนก พวกสัตว์ก็มา ตื่นขึ้นมาตอนเช้าๆได้ยินเสียงนกเสียงกา ก็ทำให้หัวใจมันชุ่มชื่น" ครูสมคิดเล่าพลางม้วนใบจากพลาง

    "ฉันชอบปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เป็นครูใหม่ๆ พยายามสอนเด็กนักเรียน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสอนหรอก แต่จะทำให้เด็กนักเรียนดู เวลาเด็กเห็นครูขุดหลุม เด็กก็ช่วยขุด ช่วยปลูก ตลอดชีวิตการเป็นครู ตั้งแต่ครูเป็นครูเล็กจนกระทั่งได้เป็นครูใหญ่ ฉันก็ทำแบบนี้มาตลอด แล้วต้นไม้ที่ฉันปลูกก็ไม่ใช่ต้นไม้แฟนตาซีที่ไว้เพียงโชว์ดอกสวยๆ แต่เป็นไม้ที่หายาก ต้นไม้ที่ให้ประโยชน์มากกว่าการโชว์ นอกจากนักเรียนแล้ว ฉันยังชวนพวกชาวบ้านช่วยกันปลูกป่าด้วย ปลูกมันทุกที่ ไม่จำกัดเฉพาะที่โรงเรียนหรือสถานที่ราชการ" ครูสมคิดย้อน อดีตถึงนิสัยรักการปลูกป่าปลูกต้นไม้ให้ฟัง

    ครูสมคิดชี้ไปยังต้นไม้รอบๆ กระท่อมของแก พร้อมทั้งเล่าให้ฟังว่า ปลูกต้นไม้ไว้ เพื่อลูกหลานจะ ได้รู้จัก เพราะต้นไม้บางชนิดก็มีแต่ชื่อเท่านั้น มันเกือบจะสูญพันธุ์หมดแล้ว

    "ฉันตกลงกับลูกชายว่า ตลอดชั่วอายุฉันและอายุลูกชาย เราจะไม่ตัดทำลายต้นไม้ที่ปลูกขึ้นมาเด็ดขาด ส่วนช่วงรุ่นหลานเหลนหลังจากที่ฉันกับลูกชายไม่อยู่แล้ว ใครจะทำอะไรก็ไม่ว่ากัน" ครูสมคิดเล่าด้วยแววตามุ่งมั่น แฝงไปด้วยความเชื่อมั่นว่า เมื่อลูกชายเห็นในสิ่งที่ตัวเองทำวันนี้ มันจะถูกถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อๆไปเช่นกัน

    ครูสมคิดจริงจังกับการปลูกต้นไม้ ถึงกับเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการในงานสัมมนาเรื่องสิ่งแวดล้อม ในสมัยที่ยังคงดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า กระทรวงน่าจะออกกฏระเบียบในเรื่องการตัดต้นไม้ในบริเวณโรงเรียน เพราะว่าความเจริญเข้ามา ต้นไม้เก่าแก่ก็ถูกตัดทำลายเพื่อเอาพื้นที่ตรงนั้นไปทำอาคารเรียนบ้าง ทำโรงอาหารบ้าง โดยไม่คิดและรู้สึกเสียดาย

    ข้อเสนอของครูสมคิด ก็คือ ถ้าต้นไม้เล็กๆ ก่อนตัดก็น่าจะได้รับอนุญาตจากเพื่อนครูหรือครูใหญ่
ต้นไม้ขนาดกลางควรจะได้รับอนุญาตจากนายอำเภอ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดก่อน ส่วนต้นไม้ที่มาอายุนานๆ ต้นไม้เก่าแก่ดั้งเดิม ควรได้รับอนุญาตจากปลัดกระทรวงหรือรัฐมนตรี ข้อเสนอนี้ได้รับคำชมว่าเป็นข้อเสนอที่ดี แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ เกิดขึ้นเลย

    ถึงแม้ข้อเสนอวันนั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาและดำเนินการใดๆ แต่ก็ไม่สามารถหยุดความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปลูกต้นไม้ของครูสมคิดได้เลย

    "เวลาฉันว่างๆ ก็จะชวนชาวบ้านไปปลูกป่ากัน ส่วนต้นไม้ฉันก็จะไปขอจากศูนย์เพาะพันธุ์กล้าไม้ที่ 13 ป่าพยอม และถ้าหากผ่านไปทางกระช่อง อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ก็จะแวะไปขอเช่นกัน"

    ครูสมคิดเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า บางทีเวลาครูที่โรงเรียนที่ครูเคยสอนทะเลาะกันเรื่องจะตัดต้นไม้ ก็มักจะมาปรึกษาครูเสมอ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าครูสมคิดเป็นคนรักต้นไม้ ก่อนจะตัดต้นไม้จึงมักมีคนคิดถึงครู และสิ่งที่ครูสมคิดทำเสมอ ถึงแม้จะห้ามไม่ให้ตัดต้นไม้ไม่ได้ทุกครั้งก็ตาม

    "ฉันปลูกต้นไม้ของฉันเป็นประจำ ทำทีละเล็กทีละน้อย เวลาใครจะตัดต้นไม้ ฉันสามารถอธิบายให้ชาวบ้านฟังได้ เวลาที่ได้ยินชาวบ้านพูดว่า อยากปลูกต้นไม้เหมือนที่ฉันทำบ้าง แค่นี้ฉันก็ชื่นใจแล้ว"

    การกลับมาอยู่กับป่ากับสวนครั้งนี้ ครูสมคิดได้หันมาจับปากกาขีดๆ เขียนๆ บทกวีอีกครั้ง นอกจากใจรักงานกวีแล้ว การเขียนกวีก็เป็นหนทางเดียวที่ครูสมคิดสามารถหารายได้มาเลี้ยงตัวเอง ซึ่งก็ไม่ มากมายอะไร

    "แก่แล้วไม่รู้จะทำอะไร เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ก็ขยั้นขะยอให้เขียน ก็เลยกลับมาเริ่มเขียนอีกครั้ง
ตอนนี้ก็พิมพ์ไปแล้ว สองเรื่องคือ พระเจ้าของต้อยติ่ง และนิทานจากขุนเขา ตอนนี้กำลังแก้ไขต้นฉบับ เรื่องที่สาม"

    ครูสมคิดเล่าว่า ครูเป็นโรคไขมันอุดตันเส้นเลือดในสมอง ส่งผลให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ซีกซ้าย นานถึงห้าปี รักษาตั้งแต่หมอผีจนถึงหมอเทวดา แต่ส่วนใหญ่รักษาตัวหมอแผนปัจจุบัน

    เมื่อครูสมคิดออกมาอยู่กับป่ากับธรรมชาติ กว่าจะหยิบปากกาขีดเขียนได้ก็ร่วมสามปี บทกวีที่ถูกขับออกมาจากหัวสมองที่จะตายวันตายพรุ่งของครู ค่อยรวมกันเป็นวรรคเป็นตอน และในเวลาเดียวกันนั้นก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น เมื่อหมอบอกว่า เส้นเลือดที่ไขมันอุดตันนั้น ตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม แต่เลือดได้เลือกใช้เส้นเลือดฝอยสำรองในการไหลผ่าน นั่นคงเป็นข่าวดีที่สุดสำหรับคนที่รู้ว่าโอกาสมีชีวิตอยู่น้อยมาก

    "เมื่อฉันบอกลูกๆว่าจะผ่าตัดเพื่อรักษา ซึ่งไม่รู้ว่าจะตายหรือจะรอด แต่อยู่ๆเลือดในหัวฉันก็เลือกเดินไปกับเส้นเลือดฝอย ซึ่งหมอบอกว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น กับคนไข้"

      ครูสมคิดยืนยันว่า การเขียนบทกวีและอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีส่วนช่วยชีวิตครูด้วย เพราะครู คิดว่าเมื่อสมองถูกใช้งานมันจะไม่ลีบไม่ฝ่อ อากาศบริสุทธิ์ก็ทำให้จิตใจสงบ ไม่ร้อนรน

    ส่วนหนังสือที่พิมพ์ขายนั้น ครูสมคิดบอกว่า จะใช้วิธีการขายแบบนักการเมือง โดยเฉพาะห้องสมุดโรงเรียน เพราะครูรู้ว่าแต่ละปีมีงบประมาณสำหรับซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด ก็จะหาลูกค้าก่อนที่จะสั่งพิมพ์

    "ชาวบ้านบางคนสงสารก็อยากจะช่วยซื้อบ้าง แต่ฉันไม่ขาย ฉันจะขายให้กับเงินหลวงเท่านั้น คือ
ซื้อเล่มสองเล่มก็ไม่ขาย ฉันจะแจก ขายเอาพอคุ้มค่าพิมพ์ ที่เหลือก็เป็นหนังสือแจก" ครูสมคิดเล่าด้วยรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

    ครูสมคิดเล่าต่อว่า ตอนเป็นนักการเมืองไม่ค่อยได้ใช้สติปัญญาสักเท่าไหร่ เพราะเขาทำงานกับเงิน แต่พอกลับมาอยู่กับชาวบ้าน ดำเนินวิถีชีวิตแบบชาวบ้าน มีเวลามากขึ้น ได้นั่งคุยกับชาวบ้าน กลับพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันได้มากกว่า

    "ฉันเกิดมาฉันก็จะไม่เอาอะไรในโลกนี้ ฉันจะมีแต่ให้เท่านั้น" ครูสมคิดเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่

      จึงไม่แปลกที่จะมีคนแวะเวียนมาเยี่ยมครูสมคิดไม่ขาดสาย ตั้งแต่เด็กเล็กๆ ไปจนถึงคนแก่ชรา
ครูสมคิดเล่าว่า เด็กๆ มักมาให้ครูช่วยสอนหนังสือ ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และการเขียนบทกวี
เด็กๆ ทุกคนรู้ว่าครูสมคิดเป็นคนรักธรรมชาติ จึงไม่มีเด็กคน ไหนพกหนังสติ๊กมาเรียนหนังสือ

    "ฉันชอบสอนคนมากกว่าสอนหนังสือ" ครูสมคิดบอก และเล่าต่อว่า เด็กๆ ที่มาที่นี่นอกจากแก จะสอนหนังสือให้แล้ว ก็จะได้รับรู้เรื่องราวการดำเนินชีวิตกลับไปด้วย เห็นได้ชัด เด็กที่มาหาครู ไม่ยิง นกตกปลา

    ส่วนวัยรุ่นคนหนุ่มสาว ก็มากันไม่น้อยหน้าเลย บางคนอกหัก บางคนแอบรักแฟนเขา บางคนมาปรึกษาหารือวิธีจีบสาว เรียกได้ว่าครูสมคิดกลายเป็นที่ปรึกษา ของคนทุกรุ่นเลยก็ว่าได้

    "ที่นี่รับตั้งแต่คนบ้า ไปจนถึงนักปราชญ์" ครูสมคิดเล่าแกมตลก แต่แววตายืนยันว่าเป็นเรื่องจริง

    ตลอดชั่วอายุของครูสมคิด ครูสรุปให้ฟังว่า คนไม่รู้จักหวันมีตั้งแต่คนธรรมดา ไปจนถึงนักการเมืองผู้มีอำนาจและอิทธิพล เพราะฉะนั้น จะสุขหรือทุกข์ มันอยู่ที่ว่าเราจะทำอะไร สังคมนี้ไม่มีอะไรเอื้อต่อการสอนคนให้รักกัน แม้แต่หนังละคร สอนแต่เรื่องให้คนฉ้อโกง รบราฆ่าฟัน

    ก่อนจากลากัน ครูสมคิดฝากถึงนักการเมือง ซึ่งมีอำนาจในการจัดการบริหารบ้านเมืองให้เป็นปกติสุขเรียบร้อยว่า จะต้องเป็นคนที่เสียสละ ไม่ใช่คิดเอาแต่ได้

    จึงไม่แปลกที่ครูสมคิด จะบอกเล่าด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง...

    "วันที่ฉันมีโอกาสโกง แต่ฉันไม่โกง ใครๆ ก็พูดกันทั้งนั้นว่าฉันโง่ แต่ฉันก็บอกพวกเขาไปว่า ฉัน ยอมเป็นคนโง่ดีกว่าเป็นคนชั่ว"

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

« 1816
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง